การขลิบอวัยวะเพศไม่ได้ช่วยลดการติดเชื้อ HIV
❌การขลิบอวัยวะเพศช่วยลดการติดเชื้อ HIV(อย่างมีนัยยะสำคัญ)❌
บทความนี้เป็นหนึ่งในบทความของ Intact4Thai ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีอุดมการณ์เดียวกันกับ intactivism โดยจะอธิบายว่าทำไมการขลิบอาจเป็นเรื่องหลอกลวงในเชิงนโยบายและเหตุใดแนวคิดที่ว่า การขลิบลวงโลก จึงถูกเผยแพร่ร่วมกับ ข้อเสียการขลิบ ที่มักถูกมองข้ามในงานวิจัยและนโยบายสาธารณสุข
แหล่งอ้างอิง
Randomized, Controlled Intervention Trial of Male Circumcision for Reduction of HIV Infection Risk: The ANRS 1265 Trial
Male circumcision for prevention of heterosexual acquisition of HIV in men
Sub-Saharan African randomised clinical trials into male circumcision and HIV transmission
การทำการวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างที่เคลมว่าการขลิปอวัยวะเพศช่วยลดการติดเชื้อ HIV ได้ 50-60%
เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ขลิปนั้นมีช่องโหว่หลายอย่างที่อยู่ในงานวิจัยได้แก่
1.งานวิจัยไม่ได้ครอบคลุมทุกเพศ
งานวิจัย RCT ที่ใหญ่ที่สุด(Kenya, Uganda, South Africa) นั้นมีการศึกษาแค่การติดเชื้อจากหญิงสู่ชาย
ในขณะที่การติดเชื้อจากชายสู่ชายหรือชายสู่หญิงหรือในเพศภาพอื่นๆนั้นไม่มีเลยทำให้เราไม่รู้ว่าการขลิบ
ช่วยได้จริงในทุกเพศหรือทุกสถานการณ์หรือไม่
2.เป็นแค่การลดความเสี่ยงบางส่วนไม่ใช่การป้องกัน
ในงานวิจัย RCT ขลิบผู้ชายตรงข้ามเพศในแอฟริกาพบว่า โอกาสติด HIV ลดลงประมาณ 50–60%
นั่นหมายความว่า ถ้าในกลุ่มผู้ชายไม่ขลิบมีโอกาสติดเชื้อ 10 คนต่อปี ในกลุ่มผู้ชายขลิบอาจเหลือ 4–5 คนต่อปี
หรือก็คือยังมีผู้ติดเชื้อได้แม้จะขลิปแล้ว
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
2.1 HIV เข้าเซลล์ผ่าน CD4 T-cell, dendritic cell, Langerhans cell(เซลล์เป้าหมาย) ที่อยู่ในผิวหนังบางๆ
ของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศผ่านแผลขนาดเล็กดังนั้นการขลิปเอาผิวหนังส่วนนี้ออกจึงลดพื้นที่ลง
แต่ว่า CD4 T-cell, dendritic cell, Langerhans cell นั้นไม่ได้มีแต่ในหนังหุ้มปลายดังนั้น virus
ยังสามารถเข้าผ่านส่วนอื่นๆของอวัยวะเพศได้ผ่านแผลขนาดเล็กอยู่ดีดังนั้นการอ้างว่า “ขลิบแล้วปลอดภัย”
จึงถือเป็นการกล่าวอ้างเกินจริง
2.2 เรื่องการติดเชื้อจากแหล่งอื่นเช่นการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน(ติดทางสายเลือด)และการติดการแม่สู่ลูก
ซึ่งการขลิปอวัยวะเพศที่เคลมว่า “โอกาสติด HIV ลดลงประมาณ 50–60%” ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงตรงนั้นเลย
(โอกาสติด HIV เชื้อจากเลือดลดลง 0% ไม่ใช่ 50-60%)
3.งานวิจัยไม่ได้แยกผลของการขลิบเพียงอย่างเดียวในสภาพแวดล้อมของโลกจริง
ถ้าเราดูงานวิจัยแบบคร่าวๆเราก็จะพบว่านักวิจัยได้ควบคุมตัวแปรในหลายด้านมากเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ
RCT แต่การควบคุมตัวแปรอย่างเข้มข้น เช่นคัดเลือกอาสาสมัครที่ไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ถุงยางฟรี
ความรู้ฟรี และตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ทำให้ความเสี่ยงพื้นฐานของทั้งสองกลุ่มต่ำผิดธรรมชาติ
เมื่อตัวเลขพื้นฐานต่ำมาก ความแตกต่างเล็กน้อยจึงถูกขยายให้ดูใหญ่ผิดจริงเมื่อคิดเป็นสัดส่วนความเสี่ยงเชิงสัมพัทธ์
(relative risk)เพราะว่าเมื่อความเสี่ยงพื้นฐานต่ำ(baseline ต่ำ) ปัจจัยเล็กมาก ๆ จะถูกขยายให้ดูใหญ่เมื่อคิดเป็นสัดส่วน
(relative risk) แต่ความแตกต่างจริงในเชิงปฏิบัติหรือความเสี่ยงเชิงสัมบูรณ์(absolute risk) น้อยมาก
จนแทบไม่มีความหมาย
ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ
นักวิจัยในรายงานอาจจะให้ถุงยางฟรี ให้ความรู้ฟรี ตรวจโรคฟรี และมีการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่องทำให้
ความแตกต่างของคนขลิบกับไม่ขลิบอาจจะหน้าตาแบบนี้
กลุ่มที่ขลิบ 10,000 คน มีผู้ได้รับเชื้อ 4 คน
กลุ่มที่ไม่ขลิบ 10,000 คน มีผู้ได้รับเชื้อ 10 คน
ทำให้การที่กลุ่มที่ไม่ขลิบมีผู้ติดเชื้อ 10 คน ในขณะที่กลุ่มที่ขลิบมี 4 คนนั้นทำให้เราได้ตัวเลข “ลดลง 50-60%”
ขึ้นมาทั้งๆที่ทั้งสองกลุ่มมีอีก 9990(ขลิบ)และ 9996(ไม่ขลิบ)ที่ไม่ได้รับเชื้อเพราะเงื่อนไขอื่นๆเพราะพฤติกรรมมนุษย์
ในโลกจริงไม่ยึดตามแนวทางสุขภาพแบบใน RCT และตัวเลขตั้งต้นอาจจะสูงกว่านั้นมากเพราะว่าไม่ได้มีการควบคุม
อย่างเคร่งครัดทำให้ในชีวิตจริงตัวเลขของผู้ติดเชื้ออาจจะหน้าตาแบบนี้
กลุ่มที่ขลิบ 10,000 คน มีผู้ได้รับเชื้อ 100 คน(มีผู้ติดเชื้อ 1.00%)
กลุ่มที่ไม่ขลิบ 10,000 คน มีผู้ได้รับเชื้อ 106 คน(มีผู้ติดเชื้อ 1.06%)
หมายเหตุ : ตัวเลขนี้ต่ำกว่างานจริงมาก ใช้เพื่ออธิบายหลักสัดส่วนเพื่อได้เห็นภาพเท่านั้น
ความต่างเชิงสัมบูรณ์(absolute differrence)ยังอยู่ที่ 6 คนเท่าเดิม แต่ในบริบทเสี่ยงสูงแบบชีวิตจริง
(มีคนติดอยู่แล้ว 100 คน จาก 10,000 คน) ทำให้ความแตกต่างจริงกลายเป็นแค่ 0.06%
ซึ่งน้อยจนไม่สามารถแยกออกจากกับความผันผวนจากพฤติกรรมมนุษย์ เช่น
ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์หรือจำนวนคู่นอนได้ และความต่างระดับนี้ไม่มีนัยสำคัญใดๆ เลย
เมื่อเทียบกับสิ่งที่ป้องกันได้จริง เช่นถุงยางและ PrEP ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดเพราะ
RCT ให้ความน่าเชื่อถือทางภายใน (internal validity) ได้ดีแต่จำกัดการนำไปใช้กับบริบทภายนอก (external validity)
Comments
Post a Comment