ขลิบแล้วรู้สึกน้อยลงเพราะอะไร
❌การขลิบกระทบต่อการรับความรู้สึกทางเพศ❌
1.คำกล่าวอ้างสุดโต่ง vs หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ทำไมการบอกว่า “ไม่กระทบทางเพศเลย” เป็นคำกล่าวเกินจริง?
ก่อนอื่นเราจะต้องนิยามให้ชัดก่อนว่าคำว่า "ไม่กระทบอะไรเลย" หมายความว่าอะไร
คำว่า “ไม่กระทบเลย” ในทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้หมายถึงว่า คนส่วนใหญ่ไม่เป็นไร ค่าเฉลี่ยไม่แตกต่าง ยังมีเพศสัมพันธ์ได้ หรือยังสามารถถึงจุดสุดยอดได้
คำกล่าวเช่นนั้นเป็นเพียงการบอกว่า “การทำงานบางอย่างยังคงอยู่” ไม่ใช่หลักฐานว่า ไม่มีการสูญเสียหรือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
เพราะหากเรานิยามคำว่า “ไม่กระทบเลย” แค่นั้นก็เท่ากับว่าเราต้องยอมรับด้วยว่าการผ่าตัดเส้นเสียงบางส่วนที่ผู้ป่วยยังสามารถพูดได้จะไม่มีคุณภาพเสียงและช่วงเสียงใดเลยที่เปลี่ยนไปซึ่งเป็นข้อสรุปที่ขัดกับความเข้าใจพื้นฐานทางการแพทย์
ในทางวิทยาศาสตร์ คำว่า “ไม่กระทบเลย” หมายถึง “ไม่มีผลกระทบเชิงลบ” ต่อความรู้สึกทางเพศ ในทุกมิติ ในทุกกลุ่มประชากร ในทุกบริบทของการใช้งาน และ ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญทางสถิติและนี่คือมาตรฐานการอ้างอิงที่เข้มงวดอย่างยิ่งและแทบไม่มีสาขาใดของการแพทย์ที่กล้ากล่าวอ้างด้วยความมั่นใจเช่นนั้น
แหล่งอ้างอิง
Gates, A. J. (2017). Nonsignificant results are not insignificant. Nature Methods, 14, 641–642.
2.หลักพื้นฐานของวิทยาศาสตร์: “ไม่พบผล” ≠ “ไม่มีผล”
อย่างแรกเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่างานวิจัยหลายฉบับนั้นรายงานว่า ค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ขลิบกับไม่ขลิบนั้น ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในแง่ของการวัดการแข็งตัว (erectile function) ระยะเวลาที่ใช้ในการถึงจุดสุดยอด(ซึ่งจะมีการพูดถึงในหัวข้อถัดไป) และความพึงพอใจโดยรวมทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า "นี่แปลว่าการขลิบไม่กระทบความรู้สึกทางเพศเลย" แต่ว่านี่คือการด่วนสรุปซึ่งไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้อง
ในทางวิทยาศาสตร์นั้นการ “ไม่พบผล” แปลว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอ ในงานวิจัยนั้น ไม่ได้แปลว่า ไม่ทีผลจริง ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยมากไม่ว่าจะเป็นขนาดตัวอย่างเล็ก ตัวชี้วัดไม่ละเอียดพอ ความหลากหลายของผู้เข้าร่วมศึกษา(heterogeneity) และความผิดพลาดของวิธีวัด
ในขณะที่ “ไม่มีผล” แปลว่า พิสูจน์แล้ว ว่าไม่มีผลในทุกกลุ่ม ทุกระดับ ทุกบริบทซึ่งทำได้ค่อนข้างยากในทางสรีรวิทยาและสังคมศาสตร์ที่ซับซ้อน
ตัวอย่างงานวิจัยที่เกิดข้อผิดพลาดจากการตีความ ไม่พบผล = ไม่มีผล ก็อย่างเช่น
ปรอท
ปรอทมีการใช้งานมาตั้งแต่สมัยโบราณทั้งในด้านการขุดเหมือง งานยา และอุตสาหกรรมต่างๆ
นักโบราณคดีพบการใช้แร่ปรอท(cinnabar) ตั้งแต่ 500 ปีก่อนคริสตกาล ในการตกแต่งศพและงานศิลปะและมันเป็นที่เล่าขานกันว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในคนทำเหมืองที่ได้รับไอปรอทบ่อยๆ ซึ่งต่อมาถูกเชื่อมโยงกับอาการสั่นและปัญหาระบบประสาทอย่างชัดเจนหลายศตวรรษแล้วแต่ในช่วงแรกยังไม่มีระบบวัดผลทางวิทยาศาสตร์ที่ดีพอและหลายวัฒนธรรมยังใช้มันในทางสมุนไพร/ยาแผนโบราณอยู่ยาวนานมากๆ ทำให้หลายคนเข้าใจว่า “การใช้ปรอดไม่มีผลเสีย”
แต่หลังจากนั้นญี่ปุ่นในทศวรรษ 1950–60s ก็เกิดกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดของการได้รับพิษจากสารปรอท(methylmercury poisoning) จากการที่ปรอทถูกปล่อยจากโรงงานลงไปในอ่าวมินามาตะและปนเปื้อนในระบบนิเวศทำให้ชาวประมงกินปลาที่มีสารปรอทสะสมนั้นเกิดอาการประสาทถูกทำลายอย่างรุนแรง เช่น อาการชาหรือแขนขาอ่อนแรง การมองเห็นและได้ยินเสียผิดปกติ การพูดผิดปกติ และในทารกเกิดพิการตั้งแต่แรกเกิดซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการที่ในอดีต ยังไม่มีการวัดผลกระทบจากสารปรอทที่ชัดเจนมากพอทำให้คนสมัยก่อนเชื่อว่า ไม่สามารถวัดผลกระทบได้ = ไม่มีผลกระทบ
แหล่งอ้างอิง
Modern Epidemiology, 4th edition. TL Lash, TJ VanderWeele, S Haneuse, KJ Rothman (2021)
rigaku company : History of Mercury Poisoning in Japan – The Minamata Disease
3.ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) อยู่ผิดที่
เวลามีคำกล่าวอ้าง(claim)อะไรก็แล้วแต่เกิดขึ้นมาจะต้องทีสิ่งที่เรียกว่า “การพิสูจน์(proof)” ตามมาเสมอ เพื่อที่จะได้รู้ความน่าเชื่อถือของคำกล่าวอ้างนั้นมีมากแค่ไหน
ยกตัวอย่างเช่น
คำกล่าวอ้าง = น้ำเดือดที่อุณหภูมิ 100 องศา
⬇️
การพิสูจน์ = มีการต้มน้ำโดยใช้อุณหภูมิ 100 องศา
ถ้าเดือดก็เท่ากับว่าคำกล่าวอ้างนั้นเป็นข้อเท็จจริง ถ้าไม่เดือดแปลว่าเป็นเท็จ
แล้วภาระการพิสูจน์คืออะไร?
แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่มีการกล่าวอ้างจะมีผู้คนแห่กันเข้าไปพิสูจน์อย่างตื่นเต้น ในบางครั้งคำกล่าวอ้างนั้นก็ยากและใช้งบประมาณมากในการพิสูจน์ทำให้เกิดคำถามที่สำคัญว่า “ภาระการพิสูจน์ควรจะเป็นของใคร?🤔”
ในหลักตรรกะพื้นฐาน (Logical principle)
ถ้าให้คนที่สงสัยต้องพิสูจน์จะมีคำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยเต็มไปหมดที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เช่น “ผมสามารถส่งทุกคนขึ้นสวรรค์ได้ถ้าคุณบริจาคเงิน” ซึ่งนำไปสู่การที่แก๊งต้มตุ๋นหลอกลวงสามารถทำมาหากินได้อย่างสุขสบายเพราะว่าภาระการพิสูจน์ไม่ใช่ของพวกเขาดังนั้นใครอ้างก็ต้องพิสูจน์
ในหลักวิทยาศาสตร์ (Scientific reasoning)
การทดลองและสังเกตทางวิทยาศาสตร์เริ่มจากข้อสันนิษฐาน (hypothesis) ข้อสันนิษฐานอาจดูไม่สมเหตุสมผลในตอนแรก แต่ต้องสามารถพิสูจน์ได้ และด้วยความที่วิทยาศาสตร์นั้นใช้การสังเกตุการณ์ในการพิสูจน์ไม่ใช่ความสมเหตุสมผลของข้อสันนิษฐานแบบปรัชญา ภาระการพิสูจน์จึงเป็นของเจ้าของข้อสันนิษฐานเหมือนกัน และถ้าหากว่าภาระการพิสูจน์ตกเป็นของผู้หักล้างปัญหาก็จะเป็นแบบเดียวกันกับก่อนหน้า
หลักจริยธรรม (Ethics / Risk)
ยิ่งถ้าผู้กล่าวอ้างนั้นกล่าวอ้างการกระทำที่ถาวร มีความเสี่ยง และทำกับเด็กที่ไม่สามารถให้ความยินยอมได้นั้นยิ่งทำให้ภาระการพิสูจน์นั้นตกเป็นของผู้กล่าวอ้างการกระทำพวกนั้น เพราะว่าถ้าเราไม่ได้แน่ใจจนถึงขั้นที่ไม่มีข้อสงสัย อันตรายก็จะยิ่งมากขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนนอกจากการขลิบอวัยวะเพศชายก็คือการอนุญาตให้มีการขลิบอวัยวะเพศหญิงตั้งแต่ตอนที่การพิสูจน์ความเสียหายยังไม่แน่ชัด ซึ่งทำให้มีผู้หญิงอัฟฟริกันกลุ่มหนึ่งสูญเสียการใช้งานบางส่วนของอวัยวะเพศไปอย่างถาวร
แหล่งอ้างอิง
American Academy of Pediatrics Task Force on Circumcision (2012). Circumcision Policy Statement.
UN Committee on the Rights of the Child — General Comment No. 15
4.ความหลากหลายของ “ความรู้สึกทางเพศ” ที่งานวิจัยจำนวนมากไม่วัด
4.1 ปัญหาหลักของงานวิจัยเชิงสถิติ/แพทย์
หลายงานวิจัยที่วัดผลของการขลิบต่อความรู้สึกทางเพศใช้ตัวชี้วัดแบบกว้าง เช่น
- ความสามารถในการแข็งตัว(แข็งตัวได้ไหม)
- การหลั่ง(หลั่งได้ไหม)
- การเสร็จ(เสร็จได้ไหม)
- ความพึงพอใจโดยรวม(ที่ก็ทำเป็นแบบสอบถามกว้างๆ)
ปัญหาก็คือตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่สามารถสะท้อนความซับซ้อนของประสบการณ์ทางเพศทั้งหมดของมนุษย์ได้จึงไม่ได้ต่างอะไรกับการเหมือนการวัดความอร่อยของอาหารแค่จากปริมาณน้ำตาลโดยการเอามาสกัดหาปริมาณน้ำตาลในอาหาร
4.2 มิติของความรู้สึกทางเพศที่ไม่ถูกวัด
งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่วัดมิติสำคัญดังนี้
1.ความไวต่อสัมผัสละเอียด(fine tactile sensitivity)
งานหลายชิ้นวัดแค่ความสามารถในการรับความรู้สึกแบบหยาบๆ(จับแล้วรู้สึกไหม)ไม่สามารถจับการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดในเนื่อเยื่อที่มีความอ่อนไหว(โดยเฉพาะ mucosal tissue) ได้
4.2 ความไวแบบ erotic / pleasurable
ไม่ใช่แค่ว่า “จับแล้วรู้สึกไหม” แต่ต้องวัดได้ด้วยว่า “จับแล้วเสียวน้อยลงไหม” และ “จับแล้วเสียวน้อยลงมากแค่ไหน”
4.3 ความง่ายในการช่วยตัวเอง (masturbation mechanics)
คนที่มีหนังหุ้มปลายใช้หนังหุ้มปลายกระตุ้นหัวของอวัยวะเพศได้โดยไม่ต้องใช้สารหล่อลื่นในขณะที่หลังขลิบคนส่วนใหญ่ต้องพึ่งสารหล่อลื่นเพราะไม่สามารถที่จะเอามือแห้งๆไปถูกับส่วนหัวได้โดยตรง ทำให้ช่วงแรกอาจรู้สึกเสียวมากขึ้นเพราะว่าถูกบีบให้ต้องใช้สารหล่อลื่นทุกครั้งซึ่งก่อนขลิบไม่จำเป็นต้องใช้แต่หลังจากที่หนังเริ่มหนาขึ้น(เกิด keratinization) จะรู้สึกเสียวลดลงต่อให้ใช้สารหล่อลื่นต่อ
ซึ่งแทบจะไม่มีงานวิจัยที่วัดมิตินี้อย่างเป็นระบบ
4.4 ความรู้สึกสูญเสียทางร่างกาย(body integrity / sense of wholeness)
ผู้ใหญ่ที่ขลิบแล้วหรือเด็กที่รู้ตัวที่หลังว่าถูกขลิบในตอนเด็ก ภายหลังมักรายงานความรู้สึกผิดแปลกไปของร่างกายเช่น “ชั้นถูกตอน” และ “ทำไมชั้นไม่ได้มีร่างกายที่ครบ?” ซึ่งประสบการณ์เชิงจิตวิทยานี้ไม่เคยถูกวัดในงานประเมินเชิงสถิติ
4.5 คุณภาพของการเสร็จ(orgasmic quality)
ระยะเวลา, ความลึก, และอารมณ์หลังเสร็จ
หลายงานวิจัยใช้ “เสร็จได้/ไม่ได้” เป็น binaryทำให้ข้อมูลละเอียดสูญหายไปเยอะมากเหมือนกับบอกว่า
“โทรศัพท์เครื่องนี้ถึงจะแบตเสื่อมจนต้องชาร์จแบตตลอดเวลา แต่ว่าถ้ามันยังโทรเข้า/โทรออกได้อยู่ก็ถือว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ใช้ได้”
หมายเหตุ : เป็นตัวอย่างเชิงเปรียบเทียบ
4.6 ความชอบและความถี่ในการกระตุ้น
วิธีการกระตุ้นที่เปลี่ยนไปหลังขลิบส่งผลให้การวัดไม่แน่นอน เช่น นาย ก ก่อนขลิบอาจจะไม่ใช้สารหล่อลื่นเลย(เพราะไม่เคยต้องใช้)ในขณะที่หลังขลิบต้องใช้ทุกรอบทำให้วิธีที่กระตุ้นนั้นไม่เหมือนกับก่อนที่จะขลิบ
หรือแม้แต่ถ้าเกิดว่านาย ก หลังขลิบรู้สึกเสียวน้อยลงถ้าทำถี่เท่าเดิมทำให้เขาทิ้งช่วงห่างมากขึ้นต่อครั้งทำให้การกระตุ้นเท่าเดิมต่อครั้งเสียวมากขึ้นก็ได้
ซึ่งเป็นสิ่งที่งานวิจัยไม่ถาม
4.7 การตอบสนองต่อคู่รัก
มีผลต่อความพึงพอใจในระหว่างการหลับนอนแค่ไหน ซึ่งก็ไม่ถูกวัดในงานเชิงสถิติส่วนใหญ่
แหล่งอ้างอิง
International Index of Erectile Function (IIEF)
Clayton AH et al. (2017) — measurement of sexual function
5.ความต่างระหว่าง “ค่าเฉลี่ย” กับ “คนจริง”
ทำไมค่าเฉลี่ยไม่เคยมีอำนาจลบล้างอันตรายต่อคนส่วนน้อย?
5.1 ค่าเฉลี่ยคือเครื่องมือทางสถิติ ไม่ใช่คำตัดสินทางจริยธรรม
ในวิทยาศาสตร์นั้น ค่าเฉลี่ยใช้เพื่ออธิบายแนวโน้มของกลุ่มเพื่อเปรียบเทียบกับประชากรส่วนใหญ่ แต่ค่าเฉลี่ยไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อ ตัดสินความปลอดภัยรายบุคคล หรือลบความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงกับคนบางกลุ่ม หรือก็คือ ค่าเฉลี่ยบอกว่า โดยรวมเป็นอย่างไร แต่มันไม่เคยบอกว่า ใครจะได้รับผลอย่างไร ดังนั้น การใช้ค่าเฉลี่ยเพื่อกำหนดนโยบาย อาจมีประโยชน์ในระดับประชากร แต่ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานว่าการแทรกแซงนั้น ‘ปลอดภัย’ สำหรับทุกคนได้
ตัวอย่างได้แก่
ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิประเทศ 25°C → ไม่ได้แปลว่าทุกเมืองอุณหภูมิ 25°C
ค่าเฉลี่ยรายได้สูง → ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนจน
อัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำในบางพื้นที่ → ไม่ได้แปลว่าไม่จำเป็นต้องล็อกประตูบ้าน
5.2 การแพทย์ยอมรับ “คนส่วนน้อย” เสมอ
หลักการแพทย์จริงๆแล้วการมีผลเสียใดๆก็ตามจะต้องถูกนำมาพิจารณา แม้จะเกิดกับประชากรส่วนน้อยก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อผลเสียนั้นถาวร
ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันว่าทำไมเราถึงไม่บังคับให้เด็กทุกคนต้องกินถั่วเป็นมื้อกลางวันของโรงเรียนทั้งๆที่มีเพียงแค่ 0.2%–4.5% เท่านั้นที่มีการแพ้ถั่ว เพราะว่ามีทางที่ดีกว่านั่นคือไม่บังคับให้เด็กที่แพ้ถั่วต้องกินถั่ว
แหล่งอ้างอิงอัตราส่วนของคนที่แพ้ถั่ว : sciencedirect - peanut allergy
ดังนั้นหากว่าเรานำเหตุผลเดียวกันมาใช้กับการขลิบอวัยวะเพศไม่ว่าจะเพศไหนก็ตามแต่ ก็จะพบว่าเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดีกว่านั้นมากเพราะว่าเหยื่อที่ถูกขลิบนั้นส่วนใหญ่เป็นเด็ก และเด็กไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะได้รับผลเสียถาวร ในขณะที่ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจริงอีก
และอีกข้อแตกต่างที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงอาหารก่อภูมิแพ้เป็นการป้องกันที่ย้อนกลับได้ในขณะที่การขลิบเป็นการตัดเนื้อเยื่อถาวรซึ่งหากเด็กอยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลเสียจะไม่สามารถแก้ไขหรือคืนสภาพเดิมได้
แหล่งอ้างอิง
NIH article on individual vs population risk
broad institute : In depth: Polygenic risk scoring
6.“ผมขลิบแล้วก็โอเค” ไม่ได้พิสูจน์อะไรในเชิงวิทยาศาสตร์
และทำไมเหตุผลเดียวกันนี้ไม่เคยทำให้ FGM(การขลิบอวัยวะเพศหญิง) กลายเป็นเรื่องถูกต้อง
6.1 คำกล่าวอ้างนั้นตอบไม่ตรงคำถาม
เมื่อใครสักคนพูดว่า “ผมขลิบแล้วก็โอเค” หรือ “ผมขลิบแล้วก็ไม่เห็นจะมีปัญหา” เขากำลังตอบว่า "เขาหนึ่งคนในฐานะปัจเจก ยังสามารถใช้ชีวิต/มีเพศสัมพันธ์ได้"
แต่คำถามที่สังคมต้องตอบจริงๆ คือ "การผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อปกติออกจากเด็กไม่มีผลเสียต่อใครเลยหรือไม่ และ สมควรทำโดยไม่ต้องรอความยินยอมไหม?" คำตอบของคนในฐานะปัจเจกบุคคลจึงไม่สามารถใช้เป็นคำตอบของทั้งสังคมได้
6.2 ประสบการณ์ส่วนบุคคลไม่มีพลังพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์
ในวิทยาศาสตร์การแพทย์ประสบการณ์ส่วนบุคคลนั้น
- ควบคุมตัวแปรไม่ได้ เช่น 2 คน อาจจะขลิปคนละแบบและเซลล์ประสาทอาจจะต่างกันอยู่แล้ว
- ไม่มี baseline เปรียบเทียบ(ของใครของมัน)
-มีความลำเอียงส่วนบุคคล เช่น ที่บ้านอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติหรือไม่อยากยอมรับว่าทำผิดพลาด
ดังนั้นการพูดว่า “ผมขลิปแล้วโอเค” ในทางวิทยาศาสตร์ไม่ค่าเท่ากับ “ผมกินยานี้แล้วไม่แพ้”
ซึ่งไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ายานั้น “ปลอดภัยสำหรับทุกคน”
6.3 ข้อโต้แย้งนี้ล้มเหลวด้วยเหตุผลเดียวกับที่ใช้กับการขลิบอวัยวะเพศหญิง
ในบริบทของ FGM มีผู้หญิงจำนวนหนึ่ง(รวมถึงบางคนที่ถูกตัด clitoral hood เท่านั้นซึ่งเทียบได้กับการขลิบอวัยวะเพศชาย) ออกมาพูดว่า “ฉันไม่รู้สึกว่าตัวเองเสียอะไร” “ฉันยังมีความสุขทางเพศ” “ฉันโอเคกับสิ่งที่เกิดขึ้น” แต่สังคมแพทย์และสิทธิมนุษยชนก็ยังมีฉันทามติร่วมกันว่าประสบการณ์ของผู้รอดชีวิตบางคนไม่สามารถใช้ทำให้การผ่าตัดที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายเด็กที่ให้ความยินยอมไม่ได้กลายเป็นเรื่องถูกต้องได้
⚠️ สังเกตให้ดี
ไม่มีข้อไหนเลยที่ต้องอาศัยประโยคว่า “ทุกคนต้องเสียความรู้สึกทางเพศ” ดังนั้น เมื่อเหตุผลเดียวกันถูกใช้กับการขลิบอวัยวะเพศชายแต่กลับถูกมองว่า “พอแล้ว” จึงแปลว่ามันไม่ใช่ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
แต่เป็นจริยธรรมแบบสองมาตรฐาน
หมายเหตุ : เหตุผลเดียวกันใช้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการกระทำเหมือนกัน
6.4 “ถ้ามันผิดจริง ทำไมคนจำนวนมากไม่รู้สึกเสียหาย?”
เพราะว่าความเสียหายไม่จำเป็นต้องถูกรับรู้ได้โดยผู้เสียหายทุกคน
ตัวอย่างที่ชัดเจน
คนที่ตาบอดแต่กำเนิดจำนวนมากมีชีวิตปกติและมีความสุข ไม่ได้แปลว่าการทำให้คนตาบอดเป็นเรื่องยอมรับได้
คนที่ผ่านการผ่าตัดโดยไม่ได้ยินยอมบางรายไม่รู้สึกโกรธ ไม่ได้ลบความผิดของการกระทำ
ในทำนองเดียวกัน การที่ผู้ชายส่วนใหญ่ปรับตัวได้หลังขลิบ ไม่ได้ทำให้การตัดเนื้อเยื่อปกติของเด็กเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
แหล่งอ้างอิง
The Role of Anecdotes in Science-Based Medicine
sivo : How Does Anecdotal Evidence Contrast with Scientific Evidence?
NIH : Mere anecdote: evidence and stories in medicine
frontiers : Anecdata: children’s and adults’ evaluation of anecdotal and statistical evidence
Comments
Post a Comment